วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

สรุปเนื้อหาบทที่ 9

สรุปเนื้อหาบทที่ 9

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
 เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องมาเชื่อมต่อไว้ด้วยกัน เพื่อสามารถทำงานแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร รวมถึงการใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการคือ การใช้ข้อมูลทำได้ช้า ไม่สามารถใช้ได้ทันทีและยากต่อการควบคุมดูแลในบางกรณี ระบบเครือข่ายโดยทั่วไปอาจแบ่งได้กว้างๆเป็น 2 ลักษณะคือ LAN และ WAN องค์ประกอบของเคือข่ายประกอบด้วย อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ ลัวกลางนำข้อมูล ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่สายเคเบิ้ลต่างๆ เช่น สาย Coaxial , สาย UTP,คลื่นวิทยุ , สาย Fiber Optic เป็นต้น
        เครือข่ายแบบไร้สาย คือเครือข่ายที่อาศัยคลื่นวิทยุในการรับข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์คือไม่ต้องเดินสายเหมือน LAN แบบอื่น เหมากับการใช้งานในบ้านหรือท่ซึงไม่สะดวกเดินสาย แต่จะทำความเร็วได้ต่ำกว่าใช้สายหลายเท่า
        การจัดแบ่งหน้าที่ในการทำงานของคอมทำพิวเตอร์ในเครือข่าย มี 2 แบบใหญ่ๆคือ Peer-to-Peer ซึ่งทุกเครื่องจะมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และแบบ Server-based ซึ่งมีบางเครื่องทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์หรือผู้ให้บริการแก่เครื่องอื่นหรือที่เรียกว่า ไคลเอนด์

สรุปเนื้อหาบทที่ 8

สรุปเนื้อหาบทที่ 8

การเขียนผังงาน
ผังงาน (Flowchart) เป็นเครื่องมือแสดงลำดับการทำงานด้วยภาพสัญลักษณ์ที่เป็นมาตรฐาน ทำให้มองเห็นขั้นตอนการทำงานได้ชัดเจน และนำไปเขียนโปรแกรมได้ง่านขึ้น โดยลักษณะของผังงานมีหลายรูปแบคือ แบบเรียงลำดับ (Sequence) ,แบบมีเงื่อนไข (Decision)  และแบบทำซ้ำ (Loop) ซึ่งแตกต่างไปตามลักษณะของการทำงานนั้นๆ
        ก่อนเริ่มลงมือเขียนโปรแกรมหรือปฏิบัติงานใดๆควรเขียนขั้นตอนและผังงานเอจัดลำดับความคิดและลำดับการทำงานให้ถูกต้อง ทำให้เห็นภาพรวมของงาน และแก้ไขเพิ่มเติมส่วนที่ผิดพลาดไปได้ง่าย โดยไม่ต้องเริ่มคิดใหม่ตั้งแต่ต้น
        เราสามารถเขียนผังงานโดยใช้โปรแกรมหรือเครื่องมือต่างๆใช้ในการออกแบบ ซึ่งมีผู้ผลิตโปรแกรมออกมาหลายค่าย ทำให้ลดขั้นตอนและเวลาการทำงานลงไปได้มากยิ่งขึ้น

สรุปเนื้อหาบทที่ 7

สรุปเนื้อหาบทที่ 7

การวิเคราะห์และการพัฒนาระบบ
ระบบจะเกี่ยวข้องกับส่วนประกอบอื่นๆหลายส่วน ซึ่งต้องทำงานเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน เพื่อให้องค์กรหรือหน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การพัฒนาและออกแบบระบบเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้ระบบสาระสนเทศตรงตามความต้องการของผู้ใช้ทั่วไป บุคคลที่ทำห้าที่เหล่านี้คือ นักวิเคราะห์และออกแบบระบบงาน
        สาเหตุที่เราต้องมีการวิเคราะห์ระบบนั้น ก็เพื่อจะศึกษาถึงรายละเอียดของปัญหาว่าต้องทำอะไรบ้าง โดยหาความต้องการ (Requirements) ให้ได้ว่าต้องการแก้ปัญหาหรืออยากได้อะไรเพิ่มเติมเข้ามาในระบบ ซึ่งมักต้องอาศัยการศึกษาและฝึกถามคำถามด้วยว่าเราจะทำระบบอะไร (What) ทำโดยใคร (Who) ทำเมื่อไร (When) ทำไมต้องทำ (Why) และทำอย่างไรบ้าง (How) ซึ่งจะทำให้เราได้สาระสนเทศรงใจผู้ใช้มากที่สุด
        กระบวนการต่างๆเหล่านี้จึงเกี่ยวข้องกับการทำงานที่เป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนวา เริ่มต้นต้องทำอะไรบ้าง และท้ายสุดแล้วจะต้องดูแลหรือรักษาระบบอย่างไรบ้าง ซึ่งมักแบ่งเป็นขั้นตอนหรือกลุ่มงานที่สำคัญชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการลงมือทำ กระบวนการเหล่านี้เรามักเรียกว่า วงจรการพัฒนาระบบหรือSDLC (System Development Life Cycle) ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญๆคือ กำหนดปัญหา (Problem  Recognition),วิเคราะห์ระบบ (Analysis), ออกแบบระบบ (Design) ,พัฒนาระบบ (Implementation),การทดสอบ (Testing) ,ติดตั้งระบบ (Installation) และการบำรุงรักษา (Maintenance) นั่นเอง

สรุปเนื้อหาบทที่ 6

สรุปเนื้อหาบทที่ 6

ข้อมูลและการจัดการข้อมูล
ข้อมูลสำหรับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์นั้น อาจได้มาจากภายในหรือภายนอกองค์กรซึ่งควรมีคุณสมบัติพื้นฐานประกอบด้วย ความถูกต้อง มีความเป็นปัจจุบัน ตรงตามความต้องการ มีความสมบูรณ์และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ในการจัดการกับข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ จะมีการจัดแบ่งข้อมูลออกเป็นลำดับชั้นเพื่อง่ายต่อการเรียกใช้ เชน บิต ไบต์ ฟีลด์ เรคอร์ด ไฟล์ 
        โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลที่จัดเก็บไว้บนสื่อบันทึกข้อมูลสำรองมีอยู่ 3 ลักษณะคือ แบบเรียงลำดับ แบบสุ่ม และแบบลำดับเชิงดัชนี การเลือกใช้ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับงาน สำหรับแฟ้มข้อมูลโดยทั่วไปนั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2    ประเภทคือ แฟ้มหลัก ซึ่งเป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นความถี่ของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไม่บ่อยมากนัก และอีกประเภทหนึ่งคือ แฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นแฟ้มการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลภายในค่อนข้างบ่อยและทำเป็นประจำต่อเนื่องหรือทุกวัน
        ข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จะถูกเก็บรวบรวมไว้ที่เดียวกัน เรียกว่า “ฐานข้อมูล”ซึ่งช่วยให้การประมวลผลมีความสะดวกและง่ายยิ่งขึ้นโดยมีแนวคิดที่จะจัดการเก็บข้อมูลเพื่อลดความซับซ้อน ลดความขัดแย้ง รักษาความคงสภาพ อำนวยความสะดวกในการใช้ข้อมูลร่วมกัน ง่ายต่อการเข้าถึงและลดระยะเวลาพัฒนาระบบงาน เครื่องมือสำหรับการจัดการฐานข้อมูลนั้น เรียกว่า “DBMS” ซึ่งเป็นเสมือนผู้จัดการฐานข้อมูลที่จะดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้โดยไม่จำเป็นต้องทราบถึงโครงสร้างทางกายภาพของข้อมูลในระดับที่ลึกมากแต่อย่างใด

สรุปเนื้อหาบทที่ 5

สรุปเนื้อหาบทที่ 5

ระบบการทำงานและหลักการทำงาน
ระบบปฏิบัติการ เป็นซอฟแวร์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ โดยจะทำงานร่วมกับโปรแกรมประยุกต์และจัดการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่ต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์นั้น
        การบุ๊ตเครื่อง เป็นขั้นตอนที่คอมพิวเตอร์เริ่มทำงานโดยโหลดจะเอาระบบปฏิบัติการเข้าไปไว้ในหน่วยความจำประเภท RAM ซึ่งสามารถทำได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ โคลด์บุ๊ต (Cold boot)  และวอร์มบุ๊ต(Worm boot) 
        ในการสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ ผู้ใช้ต้องป้อนข้อมูลชุดคำสั่งผ่านส่วนประสานงานกับผู้ใช้ (User Interface) ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบคอมมานด์ไลน์และแบบกราฟิก (หรือ GUI) โดยแบบหลังจะนิยมใช้มากในระบบปฏิบัติการใหม่ๆเช่น Windows ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องจดจำรูปแบบคำสั่งให้ยุ่งยากเหมือนแบบแรก
        ระบบปฏิบัติการยังมีความสามารถในการจัดการไฟล์ โดยอนุญาตให้ผู้ใช้ คัดลอก ย้าย ลบ หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ต่างๆได้โดยสะดวก และมีการจัดลำดับโครงสร้างของไฟล์ออกเป็นลำดับชั้นเรียกว่า โครงสร้างแบบต้นไม้ (tree-like structure) นอกจากนั้นยังสร้างหน่วยความจำเสมือนไว้เสริมกับหน่วยความจำ RAMขณะที่ทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก และกันพื้นที่ส่วนหนึ่งของฮาร์ดดิสก์เรียกว่า บัฟเฟอร์ สำหรับพักข้อมูลที่รับส่งอุปกรณ์นำเข้าและอุปกรณ์แสดงผลข้อมูลซึ่งโดยปกติจะทำงานช้ากว่าซีพียูมาก

สรุปเนื้อหาบทที่ 4

สรุปเนื้อหาบทที่ 4

ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
  ฮาร์ดแวร์เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ มีทั้งที่ติดตั้งอยู่ภายในและภายนอกตัวเครื่อง สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์ประมวลผล  หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง และอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์
        อุปกรณ์นำเข้าสามารถแบ่งแยกได้หลายประเภท เช่น กด ชี้ตำแหน่ง ปากกา มัลติมิเดีย หรือการใช้สแกน ส่วนอุปกรณ์ประมวลผลที่เปรียบสเมือนหัวใจของพีซี คือ เมนบอร์ด และซีพียูที่ทำหน้าที่สเมือนกับเป็นสมองส่วนหนวยเก็บข้อมูลสำรองที่รู้จักกันดีมีหลายประเภท เช่น จานแม่เหล็กสื่อเก็บแบบแสง เทป หรือหน่วยความจำแบบแฟลช สำหรับอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์นั้นอาจจำแนกได้ 3 ประเภท คือ แสดงผลลัพธ์หน้าจอพิมพ์งาน และขับเสียง
        โครงสร้างโดยทั่วไปของการจัดเก็บข้อมูลด้วยสื่อเก็บแบบจานแม่เหล็กที่ควรรู้จักคือ แทรค ซึ่งเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่แบ่งออกเป็นส่วนตามแนวเส้นรอบวงกลม และเซ็กเตอร์ ซึ่งเป็นการแบ่งแทรกออกเป็นส่วนๆ

สรุปเนื้อหาบทที่ 3

สรุปเนื้อหาบทที่ 3

ซอฟต์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์
ซอฟแวร์เป็นกลุ่มคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ สามารถจำแนกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือซอฟแวร์ระบบและซอฟแวร์ประยุกต์ ระบบปฏิบัติการถือเป็นซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและดูแลระบบคอมพิวเตอร์โดยรวมทั้งหมด โดยมีคุณสมบัติในการทำงานแบบต่างๆเช่น ทำงานหลายงานได้ สามารถแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อยๆหลายส่วนแล้วทำงานร่วมกัน หรือรองรับผู้ใช้ได้หลายคน สำหรับซอฟแวร์ประยุกนั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ แบ่งตามลักษณะการผลิตและตามกลุ่มการใช้งาน ซึ่งมีผู้ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก การเลือกซอฟแวร์เพื่อนำมาใช้งานนั้น สามรถเลือกซื้อทั้งที่จำหน่ายแบบสำเร็จรูปว่าจ้างให้ผลิตตามแบบเฉพาะของตนเอง ดาวร์โหลดฟรี หาตัวทดลองใช้ หรือนำเอาโอเพ่นเซอร์สพัฒนาเพื่อใช้งานเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
        ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ยุคด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ยุคแรกที่ใช้ภาษาเครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นภาษาระดับต่ำ และพัฒนามาเป็นภาษาแอสแซมบลีในยุคที่2 ต่อมาได้ตัดทอนรูปแบบของคำสั่งและพัฒนาให้ใกล้เคียงของภาษามนุษย์มากยิ่งขึ้นหรือเรียกว่า ภาษาระดับสูง ในยุคที่3 แต่การเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อนมากขึ้นจำเป็นต้องใช้คสชวามชำนาญมากพอ จึงได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูงมาก สำหับช่วยเหลือในการเขียนโปรแกรมอีกครั้งในยุคที่4 และมีแนวโน้วจะใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นไปอีก เรียกว่า ภาษาธรรมชาติในยุคที่5