วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

สรุปเนื้อหาบทที่ 7

สรุปเนื้อหาบทที่ 7

การวิเคราะห์และการพัฒนาระบบ
ระบบจะเกี่ยวข้องกับส่วนประกอบอื่นๆหลายส่วน ซึ่งต้องทำงานเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน เพื่อให้องค์กรหรือหน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การพัฒนาและออกแบบระบบเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้ระบบสาระสนเทศตรงตามความต้องการของผู้ใช้ทั่วไป บุคคลที่ทำห้าที่เหล่านี้คือ นักวิเคราะห์และออกแบบระบบงาน
        สาเหตุที่เราต้องมีการวิเคราะห์ระบบนั้น ก็เพื่อจะศึกษาถึงรายละเอียดของปัญหาว่าต้องทำอะไรบ้าง โดยหาความต้องการ (Requirements) ให้ได้ว่าต้องการแก้ปัญหาหรืออยากได้อะไรเพิ่มเติมเข้ามาในระบบ ซึ่งมักต้องอาศัยการศึกษาและฝึกถามคำถามด้วยว่าเราจะทำระบบอะไร (What) ทำโดยใคร (Who) ทำเมื่อไร (When) ทำไมต้องทำ (Why) และทำอย่างไรบ้าง (How) ซึ่งจะทำให้เราได้สาระสนเทศรงใจผู้ใช้มากที่สุด
        กระบวนการต่างๆเหล่านี้จึงเกี่ยวข้องกับการทำงานที่เป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนวา เริ่มต้นต้องทำอะไรบ้าง และท้ายสุดแล้วจะต้องดูแลหรือรักษาระบบอย่างไรบ้าง ซึ่งมักแบ่งเป็นขั้นตอนหรือกลุ่มงานที่สำคัญชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการลงมือทำ กระบวนการเหล่านี้เรามักเรียกว่า วงจรการพัฒนาระบบหรือSDLC (System Development Life Cycle) ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญๆคือ กำหนดปัญหา (Problem  Recognition),วิเคราะห์ระบบ (Analysis), ออกแบบระบบ (Design) ,พัฒนาระบบ (Implementation),การทดสอบ (Testing) ,ติดตั้งระบบ (Installation) และการบำรุงรักษา (Maintenance) นั่นเอง

สรุปเนื้อหาบทที่ 6

สรุปเนื้อหาบทที่ 6

ข้อมูลและการจัดการข้อมูล
ข้อมูลสำหรับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์นั้น อาจได้มาจากภายในหรือภายนอกองค์กรซึ่งควรมีคุณสมบัติพื้นฐานประกอบด้วย ความถูกต้อง มีความเป็นปัจจุบัน ตรงตามความต้องการ มีความสมบูรณ์และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ในการจัดการกับข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ จะมีการจัดแบ่งข้อมูลออกเป็นลำดับชั้นเพื่อง่ายต่อการเรียกใช้ เชน บิต ไบต์ ฟีลด์ เรคอร์ด ไฟล์ 
        โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลที่จัดเก็บไว้บนสื่อบันทึกข้อมูลสำรองมีอยู่ 3 ลักษณะคือ แบบเรียงลำดับ แบบสุ่ม และแบบลำดับเชิงดัชนี การเลือกใช้ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับงาน สำหรับแฟ้มข้อมูลโดยทั่วไปนั้นจะแบ่งออกได้เป็น 2    ประเภทคือ แฟ้มหลัก ซึ่งเป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นความถี่ของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไม่บ่อยมากนัก และอีกประเภทหนึ่งคือ แฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นแฟ้มการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลภายในค่อนข้างบ่อยและทำเป็นประจำต่อเนื่องหรือทุกวัน
        ข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จะถูกเก็บรวบรวมไว้ที่เดียวกัน เรียกว่า “ฐานข้อมูล”ซึ่งช่วยให้การประมวลผลมีความสะดวกและง่ายยิ่งขึ้นโดยมีแนวคิดที่จะจัดการเก็บข้อมูลเพื่อลดความซับซ้อน ลดความขัดแย้ง รักษาความคงสภาพ อำนวยความสะดวกในการใช้ข้อมูลร่วมกัน ง่ายต่อการเข้าถึงและลดระยะเวลาพัฒนาระบบงาน เครื่องมือสำหรับการจัดการฐานข้อมูลนั้น เรียกว่า “DBMS” ซึ่งเป็นเสมือนผู้จัดการฐานข้อมูลที่จะดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้โดยไม่จำเป็นต้องทราบถึงโครงสร้างทางกายภาพของข้อมูลในระดับที่ลึกมากแต่อย่างใด

สรุปเนื้อหาบทที่ 5

สรุปเนื้อหาบทที่ 5

ระบบการทำงานและหลักการทำงาน
ระบบปฏิบัติการ เป็นซอฟแวร์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ โดยจะทำงานร่วมกับโปรแกรมประยุกต์และจัดการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่ต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์นั้น
        การบุ๊ตเครื่อง เป็นขั้นตอนที่คอมพิวเตอร์เริ่มทำงานโดยโหลดจะเอาระบบปฏิบัติการเข้าไปไว้ในหน่วยความจำประเภท RAM ซึ่งสามารถทำได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ โคลด์บุ๊ต (Cold boot)  และวอร์มบุ๊ต(Worm boot) 
        ในการสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ ผู้ใช้ต้องป้อนข้อมูลชุดคำสั่งผ่านส่วนประสานงานกับผู้ใช้ (User Interface) ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบคอมมานด์ไลน์และแบบกราฟิก (หรือ GUI) โดยแบบหลังจะนิยมใช้มากในระบบปฏิบัติการใหม่ๆเช่น Windows ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องจดจำรูปแบบคำสั่งให้ยุ่งยากเหมือนแบบแรก
        ระบบปฏิบัติการยังมีความสามารถในการจัดการไฟล์ โดยอนุญาตให้ผู้ใช้ คัดลอก ย้าย ลบ หรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ต่างๆได้โดยสะดวก และมีการจัดลำดับโครงสร้างของไฟล์ออกเป็นลำดับชั้นเรียกว่า โครงสร้างแบบต้นไม้ (tree-like structure) นอกจากนั้นยังสร้างหน่วยความจำเสมือนไว้เสริมกับหน่วยความจำ RAMขณะที่ทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก และกันพื้นที่ส่วนหนึ่งของฮาร์ดดิสก์เรียกว่า บัฟเฟอร์ สำหรับพักข้อมูลที่รับส่งอุปกรณ์นำเข้าและอุปกรณ์แสดงผลข้อมูลซึ่งโดยปกติจะทำงานช้ากว่าซีพียูมาก

สรุปเนื้อหาบทที่ 4

สรุปเนื้อหาบทที่ 4

ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
  ฮาร์ดแวร์เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ มีทั้งที่ติดตั้งอยู่ภายในและภายนอกตัวเครื่อง สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์ประมวลผล  หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง และอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์
        อุปกรณ์นำเข้าสามารถแบ่งแยกได้หลายประเภท เช่น กด ชี้ตำแหน่ง ปากกา มัลติมิเดีย หรือการใช้สแกน ส่วนอุปกรณ์ประมวลผลที่เปรียบสเมือนหัวใจของพีซี คือ เมนบอร์ด และซีพียูที่ทำหน้าที่สเมือนกับเป็นสมองส่วนหนวยเก็บข้อมูลสำรองที่รู้จักกันดีมีหลายประเภท เช่น จานแม่เหล็กสื่อเก็บแบบแสง เทป หรือหน่วยความจำแบบแฟลช สำหรับอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์นั้นอาจจำแนกได้ 3 ประเภท คือ แสดงผลลัพธ์หน้าจอพิมพ์งาน และขับเสียง
        โครงสร้างโดยทั่วไปของการจัดเก็บข้อมูลด้วยสื่อเก็บแบบจานแม่เหล็กที่ควรรู้จักคือ แทรค ซึ่งเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่แบ่งออกเป็นส่วนตามแนวเส้นรอบวงกลม และเซ็กเตอร์ ซึ่งเป็นการแบ่งแทรกออกเป็นส่วนๆ

สรุปเนื้อหาบทที่ 3

สรุปเนื้อหาบทที่ 3

ซอฟต์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์
ซอฟแวร์เป็นกลุ่มคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ สามารถจำแนกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือซอฟแวร์ระบบและซอฟแวร์ประยุกต์ ระบบปฏิบัติการถือเป็นซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและดูแลระบบคอมพิวเตอร์โดยรวมทั้งหมด โดยมีคุณสมบัติในการทำงานแบบต่างๆเช่น ทำงานหลายงานได้ สามารถแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อยๆหลายส่วนแล้วทำงานร่วมกัน หรือรองรับผู้ใช้ได้หลายคน สำหรับซอฟแวร์ประยุกนั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ แบ่งตามลักษณะการผลิตและตามกลุ่มการใช้งาน ซึ่งมีผู้ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก การเลือกซอฟแวร์เพื่อนำมาใช้งานนั้น สามรถเลือกซื้อทั้งที่จำหน่ายแบบสำเร็จรูปว่าจ้างให้ผลิตตามแบบเฉพาะของตนเอง ดาวร์โหลดฟรี หาตัวทดลองใช้ หรือนำเอาโอเพ่นเซอร์สพัฒนาเพื่อใช้งานเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
        ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ยุคด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ยุคแรกที่ใช้ภาษาเครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นภาษาระดับต่ำ และพัฒนามาเป็นภาษาแอสแซมบลีในยุคที่2 ต่อมาได้ตัดทอนรูปแบบของคำสั่งและพัฒนาให้ใกล้เคียงของภาษามนุษย์มากยิ่งขึ้นหรือเรียกว่า ภาษาระดับสูง ในยุคที่3 แต่การเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อนมากขึ้นจำเป็นต้องใช้คสชวามชำนาญมากพอ จึงได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูงมาก สำหับช่วยเหลือในการเขียนโปรแกรมอีกครั้งในยุคที่4 และมีแนวโน้วจะใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นไปอีก เรียกว่า ภาษาธรรมชาติในยุคที่5

สรุปเนื้อหาบทที่ 2

สรุปเนื้อหาบทที่ 2

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์
        ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ถ้าต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่เราต้องการนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการมาทำงานประสานงานร่วมกัน ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย
        ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน
        ซอฟต์แวร์ หมายถึง ส่วนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม) เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์เราก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลย ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 
        1. ซอฟต์แวร์สำหรับระบบ (System Software)
คือ ชุดของคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่งสำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด เพื่อคอยควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งาน ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีก็คือ DOS, Windows, Unix, Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Basic, Fortran, Pascal, Cobol, C เป็นต้น นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่น Norton’s Utilities ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
       2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่มำให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
     2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program เช่น โปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงินเดือน โปรแกรมระบบเช่าซื้อ โปรแกรมการทำสินค้าคงคลัง เป็นต้น ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มักจะมีเงื่อนไข หรือแบบฟอร์มแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ หรือกฏเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานที่ใช้ ซึ่งสามารถดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม (Modifications) ในบางส่วนของโปรแกรมได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขียนขึ้นนี้โดยส่วนใหญ่มักใช้ภาษาระดับสูงเป็นตัวพัฒนา
     2.2 ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ซึ่งเป็นการประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรม นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเวลามากในการฝึกและปฏิบัติ ซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูปนี้ มักจะมีการใช้งานในหน่วยงานมราขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเขียนโปรแกรม ดังนั้น การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมส์ต่างๆ เป็นต้น 
        บุคลากร หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้
        1. ผู้จัดการระบบ (System Manager) 
คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน
        2. นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) 
คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน
        3. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) 
คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของผู้ใช้ โดยเขียนตามแผนผังที่นักวิเคราะห์ระบบได้เขียนไว้
        4. ผู้ใช้ (User) 
คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ
เนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลได้รับจากการกำหนดของมนุษย์ (People ware) ทั้งสิ้น
        ข้อมูล 
ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ต้องป้อนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ พร้อมกับโปรแกรมที่นักคอมพิวเตอร์เขียนขึ้นเพื่อผลิตผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ มี 5 ประเภท คือ ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) ข้อมูลตัวอักษร (Text Data) ข้อมูลเสียง (Audio Data) ข้อมูลภาพ (Images Data) และข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data)

สรุปเนื้อหาบทที่ 1

สรุปเนื้อหาบทที่ 1

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
        คอมพิวเตอร์ช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์นำมาใช้ในเกือบทุกสาขาอาชีพ เช่น อุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ร้านค้า และสถาบันการศึกษาคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหลายส่วน ซึ่งสามารถแบ่งอย่างกว้างๆ ออกเป็น อุปกรณ์ป้อนข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล อุปกรณ์ประมวลผล และอุปกรณ์เก็บข้อมูลคำศัพท์ทั่วไปเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
        ส่วนประกอบหลักของคอมพิวเตอร์คือ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์หมายถึงองค์ประกอบทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์ ส่วนซอฟต์แวร์หมายถึงคำสั่งที่ทำให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน ซอฟต์แวร์ที่สำคัญที่สุดในคอมพิวเตอร์คือ ระบบปฏิบัติการ ซึ่งควบคุมและจัดการฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
คุณสามารถใช้ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ร่วมกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์คนอื่น โดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของคุณเข้ากับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น กลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ เรียกว่า เครือข่าย อินเทอร์เน็ต เป็นกลุ่มของเครือข่ายซึ่งเชื่อมโยงถึงกัน
ประสิทธิภาพและคุณลักษณะของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆ จะมีให้เลือกมากมาย ทั้งรูปทรง ขนาด และประสิทธิภาพ 
ซึ่งได้แก่ คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์มือถือและคอมพิวเตอร์แท็บเบล็ต คอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะมีหน่วยความจำ ซึ่งใช้เพื่อบันทึกข้อมูลที่ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมใช้ ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ใช้จะปรากฏอยู่ในรูปของ 0 กับ 1 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันจะทำงานแตกต่างกัน โปรแกรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานช่วยให้คุณสามารถจัดเรียงตัวเลข เขียนจดหมายหรือข้อเสนอ จัดการบันทึกข้อมูล และสร้างรูปภาพ โปรแกรมสื่อสารช่วยให้คุณสามารถพูดคุยกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์คนอื่น คุณสามารถใช้โปรแกรมเพื่อความบันเทิง เพื่อดูภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกม
        ระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์และช่วยจัดการแฟ้มและโฟลเดอร์บนคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการบางชนิด เช่น Windows XP ประกอบด้วย GUI ซึ่งช่วยเพิ่มความ
สะดวกในการบังคับควบคุมคอมพิวเตอร์ ส่วน Windows Explorer เป็นโปรแกรมในระบบปฏิบัติการWindows ที่จะช่วยให้คุณสามารถค้นหาและเปิดแฟ้มและโฟลเดอร์ต่างๆ แต่ละแฟ้มมีรูปแบบที่เกี่ยวข้องกัน โดยระบบปฏิบัติการจะตัดสินใจเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับเปิดแฟ้มนั้นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบแฟ้ม
โอกาสในการทำงาน
ปัจจุบัน มีการใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย นับตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์ในครัวเรือนไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ คุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์
เพื่อจัดการบันทึก แลกเปลี่ยนข้อมูล และวิเคราะห์ธุรกรรมในแต่ละวันเพื่อสร้างเป็นรายงาน นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับการซื้อขายแบบออนไลน์ และการตรวจสอบราคาหุ้น และด้วยการใช้งานที่แพร่หลายนี้เอง ทำให้เกิดโอกาสในการทำงานด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพียงคุณมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง คุณก็สามารถเป็นผู้ที่ทำงานด้านสารสนเทศ ผู้มีวิชาชีพด้านเทคโนโลยี